News

ดูซีรี่ย์: Suburra Blood on Rome SS1-2-3

ดูซีรี่ย์: Suburra Blood on Rome SS1-2-3 ซีรีส์ออริจินัล Netflix จากอิตาลี เมืองแห่งต้นตำรับคำว่ามาเฟีย เรื่องราวของการเมือง การปกครองสีเทาๆ แก๊งค์ผู้มีอิทธิพลต่างๆ ก็พยายามจะแย่งผลประโยชน์กันท่ามกลางกรุงโรม

ซูเบอร์ร่านั้น เดิมทีเป็นภาพยนต์จากอิตาลีในเรื่องราวเกี่ยวกับมาเฟีย ผู้มีอิทธิพล แก๊งค์อาชญากรรมต่างๆ ที่ขัดแย้งกันทางผลประโยชน์ รวมไปถึงเรื่องการเมืองต่างๆ และในซีรีส์จะเป็นเรื่องราวก่อนหน้าภาคหนังนั่นเอง

ในซีซั่นแรก เรื่องราวจะ Set Up ในปี 2008 เมื่อแก๊งค์ที่ชื่อว่า ซามูไร เจ้าพ่อแห่งโลกอาชญากรรมในกรุงโรมพยายามที่จะติดสินบนนักการเมืองผู้ตงฉิน เพื่อกว้านซื้อที่ดินในส่วนของเมืองที่เรียกว่า โอสเตีย เพื่อต้องการขยายอำนาจและนำมาเฟียจากต่างถิ่นเข้ามาขยายกิจการในกรุงโรม

ขณะเดียวกันนั้นเอง แก๊งค์ผู้มีอิทธิพลภายในเมืองก็เริ่มมีความขัดแย้งกัน โดยจะมีแก๊งค์อดามี และพวกยิปซี ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่ พร้อมจะห้ำหั่นกันตลอดเวลา แต่แล้วเหล่าลูกชาย น้องชายของหัวหน้าแก๊งค์ และลูกนายตำรวจชั้นสูง ดันต้องมาจับมือกันทำธุรกิจมืดบางอย่าง นั่นก็คือการแบล็คเมล์นักบวชชั้นสูง ที่มันจะไปกระทบกับเรื่องราวในวงกว้าง

พล็อตเรื่องของซีรีส์เรื่องนี้มีหลายอย่างมาก ซึ่งหลักๆ จะมีอยู่สองส่วนและจะดำเนินควบกันไป นั่นก็คือส่วนของเรื่องการเมืองภายในกลุ่มผู้มีอิทธิพล ระหว่างแก๊งค์ ตัวละครหลักในส่วนนี้ก็คือ ซามูไร ผู้มีอิทธิพลที่พยายามจะควบคุมกิจการมืดในกรุงโรมและนำพวกมาเฟียเข้ามามีอิทธิพลในเมือง โดยทำการเจรจา ต่อรอง และหักหลัง ระหว่างแก๊งค์อดามีและพวกยิปซี สิ่งที่เขาต้องการก็คือที่ดินในเขตๆ หนึ่ง

เรื่องราวรองที่จะกลายเป็นเรื่องหลัก และเป็นส่วนที่สนุกน่าติดตามมากๆ นั่นก็คือเหล่าพวกชายหนุ่มไฟแรงในกลุ่มแกงค์ต่างๆ เริ่มจากลูกชายแก๊งค์อดามี ออเรลิอาโน ชายหนุ่มเลือดร้อนที่เกลียดขี้หน้าพ่อตัวเองเพราะไม่ยอมให้เขาบริหารธุรกิจมืดของแก๊งค์และให้พี่สาวทำแทน ต่อมาคือสปาดีโน่จากแก๊งค์ยิปซี ชายหนุ่มนิสัยกวนๆ ที่ถูกจับแต่งงานกับลูกสาวอีกแก๊งค์เพื่อรวมกลุ่มกันทำธุรกิจมืด แต่ในใจลึกๆ แล้วเขาเป็นพวกที่ชอบเพศเดียวกัน และคนสุดท้าย กาเบรียลเล ลูกชายของนายตำรวจชั้นสูงที่ดันไปขายยาในถิ่นของซามูไร และติดหนี้หัวโต

เส้นทางของทั้งสามคนนี้มาบรรจบกัน เมื่อ ซาร่า คนรักของกาเบรียลเล (ที่เป็นภรรยาของนายกเทศมนตรีที่กำลังจะลาออก) ต้องการจัดปาร์ตี้ให้กับบาทหลวงเพื่อที่จะได้แบล็คเมล์ให้เขาเซ็นสัญญาเรื่องที่ดิน (ที่มันจะเชื่อมโยงไปยังพวกซามูไร) แต่แล้วดันผิดแผน ทำให้หนุ่มทั้งสามคนได้ตัวบาทหลวงมา แทนที่จะให้ซาร่าเป็นคนแบล็คเมล์ และนี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามคน จากคนละขั้วอำนาจ กลายเป็นผู้มีอำนาจที่อยู่กันคนละขั้วในตอนท้าย

สิ่งที่ต้องชมเลยก็คือการวางโครงเรื่องที่เชื่อมกันเป็นโยงใย แต่ดูสนุก ลุ้น น่าติดตาม ไม่มีดราม่าส่วนไหนดูแล้วน่าเบื่อ หรือยืดเยื้อเลย แต่เนื่องจากมันเป็นดราม่าอาชญากรรม มันเลยไม่ได้มีฉากแอ็กชั่นหวือหวา หรือเยอะอะไรเลย เน้นไปที่การดำเนินเรื่องเสียมากกว่า ที่จะพลิกไปพลิกมา รวมไปถึงเรื่องของความสัมพันธ์ของคนต่างๆ ในเรื่อง ทั้งสปาดีโน่ที่ถูกจับแต่งงาน ก็ต้องแสร้งทำเป็นรักภรรยา ทั้งๆ ที่ตัวเองมีรสนิยมชอบเพศเดียวกัน มันเลยดูเป็นเรื่องราวของโลกอาชญากรรมที่เรารู้สึกได้ว่ามันมีเสน่ห์ และน่าติดตามในชีวิตของเหล่าตัวละครหลักทั้งสาม

อีกอย่างที่ดีเลยก็คือ การพัฒนาตัวละคร ซึ่งถ้าหากใครเคยเล่นเกม Grand Theft Auto อยากจะบอกว่าเรื่องราวมันจะพัฒนาไปแนวๆ นั้นเลย เริ่มจากคนที่เป็นเบี้ยล่าง ต้องการปลดแอก ไต่เต้า จนบทสรุปที่มันจะมีแต่การหักหลัง เฉือนคมกันในโลกอาชญากรรมสีเทาๆ เป็นอะไรที่ทำให้เราลุ้นและเอาใจช่วยตัวละครแต่ละตัวว่าจะลงเอยอย่างไร ต้องยอมรับว่าเรื่องราวดราม่านั้นทำออกมาได้ดีจริงๆ ซึ่งมันเป็นเหมือนกับ Coming of Age จากเจนเนอเรชั่นพ่อสู่ลูกที่ค่อยๆ ก้าวเข้าสู่โลกอาชญากรรมเต็มตัว

สิ่งที่ซีรีส์เรื่องนี้ไม่ค่อยจะเหมาะกับคนทั่วไปก็คือจะหวะการดำเนินเรื่องที่จะค่อยเป็น ค่อยไป เรื่อยๆ ไม่ได้มีจุดพีคหวือหวาในแต่ละตอน แต่ก็ยังพอชวนให้ลุ้น มันเลยเป็นซีรีส์ที่อาจจะเข้าถึงยาก แม้จะดูว่ามันเป็นแนวแอคชั่นแต่ฉากไล่ล่า หรือแอคชั่นนี่แทบนับนิ้วได้เลย ซึ่งเราต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนว่ามันเป็นเรื่องราวแนวเน้นดราม่าอาชญากรรมมากกว่า ถ้าหากใครชอบแนวนี้ก็จะอินมาก ถ้าไม่ชอบคือไม่ชอบไปเลย

ตัวละครที่โผล่มาแต่ละตัวก็ดี และมีเสน่ห์ ทำให้เราจำหน้า จำชื่อตัวละครหลักแต่ละตัวได้แทบจะในทันที แต่ในช่วงแรกที่ซีรีส์เริ่มเล่าเรื่องเขาจะไม่อธิบายเกี่ยวกับตัวละครแต่ละตัวมากนัก ทำเหมือนกับคนดูรู้จักตัวละครพวกนี้มาก่อนแล้ว ตรงนี้ถือว่าเป็นข้อเสียนิดหนึ่งที่มีแค่ในช่วงต้น แล้วเราจะเริ่มค่อยๆ เข้าใจความต้องการของแต่ละกลุ่ม ความขัดแย้งต่างๆ แล้วก็จะยิ่งดูสนุก

อีกอย่างที่ต้องยกให้ซีรีส์เรื่องนี้คืองานภาพ กับใจกลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี ที่ดูสวยงาม แต่ก็แฝงไปด้วยโลกมืดอาชญากรรม ที่ทำออกมาได้ดูดี นี่จึงถือว่าเป็นซีรีส์ดราม่าอาชญากรรมที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ถ้าหวังฉากแอคชั่นไล่ล่าเรื่องนี้คงจะไม่เหมาะสักเท่าไหร่ แต่มันก็คุ้มค่าแก่การเสียเวลาดู
รีวิว Suburra Blood on Rome Season 2

จากเหตุขัดแย้งของสามตัวละครหลักในภาคที่แล้ว ทำให้ทุกคนต้องแยกย้ายกันไป และในซีซั่นที่สองจะดำเนินเรื่องราวสามเดือนหลังจากภาคแรก ที่จะยิ่งเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม

จากความขัดแย้ง จากมิตรเป็นศัตรู แต่เมื่อต่างฝ่ายต่างมีศัตรูคนเดียวกัน พวกเขาต้องกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง ออเรลิอาโนแห่งแก๊งค์อดามี สปาดีโน่หัวหน้าชาวยิปซี และรองสารวัตรกาเบรียลเล ที่ต้องการจะโค่นเจ้าพ่อตัวเอ้อย่างซามูไร และฝ่ายการเมืองอย่างซีนาลเยียที่เป็นหมากของซามูไรก็ต้องการที่จะเอาคืน ในซีซั่นนี้เนื้อเรื่องจึงกดดัน ซับซ้อน เข้มข้น พัฒนาความสัมพันธ์ต่างๆ ไปอีกขั้นสู่ตอนจบที่ปวดใจ

เนื่องจากเรื่องราวเข้มข้นกว่าภาคที่แล้ว ความเป็นและความตายของหลายๆ ตัวละคร ทั้งใหม่และเก่าอาจจะทำให้เราเหวอไปบ้าง และนั่นเป็นการเซอร์ไพรส์คนดูได้ดี โดยเฉพาะการเล่าเรื่องที่จะค่อยๆ ทำให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแต่ละตัวละครหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก และปมปัญหาบางอย่างของเพื่อนต่างแก๊งค์ต่างขั้วทั้งสามที่จะมาระเบิดเอาในภาคนี้

การเข้ามาของขั้วอำนาจทางการเมืองที่ต้องการชนะการเลือกตั้ง จากตัวละครนักการเมืองตงฉินใน ss1 จนกลายมาเป็นคนที่ทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะได้ในซีซั่นนี้ก็ทำออกมาได้สนุก เสน่ห์ที่ดีมากของซีรีส์นี้เลยก็คือการพัฒนาตัวละครแต่ละตัวที่จะค่อยๆ ถลำลึกเข้าสู่โลกมืดของอาชญากรรม หักเหลี่ยม เฉือนคม ทั้งในแกงค์กันเอง ต่างแกงค์ ถ้าใครที่อินกับเรื่องราวแบบนี้อาจจะมีเสียน้ำตาแน่ๆ ต้องขอบอกเลยว่านี่เป็นดราม่าชั้นดีจากอิตาลี

สงครามขิงขั้วอำนาจแต่ละขั้วนี้มีทั้งพวกมาเฟีย นักการเมือง และศาสนจักร มันเลยเป็นอะไรที่แปลกหูแปลกตา พวกนักบวช พระคาร์ดินัล บิชอปจากคริสตจักรมีส่วนเอี่ยวในธุรกิจมืด มันเลยทำให้เรื่องราวซับซ้อนและเข้มข้น มีสีสันและเสน่ห์ที่ไม่เหมือนเรื่องอื่น

ตัวละครหญิงในเรื่องก็ต่างมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ทั้งภรรยาข้างกายของสปาดีโนที่เข้ามาร่วมบริหารแกงค์ ซาร่าคนเดิมที่เข้ามาช่วยวางแผนเพื่อที่จะโค่นซามูไรลง และสาวคนใหม่ที่จะมาอยู่ข้างกายออเรลิอาโน ช่วยเพิ่มสีสันให้กับเรื่องราวได้อย่างดี

เนื่องจากภาคนี้เล่นประเด็นที่หนัก และการดำเนินเรื่องที่เข้มข้นและซับซ้อนกว่าภาคที่แล้ว แต่ยังคงความน่าติดตามไว้ เพิ่มฉากแอคชั่นขึ้นมาอีกนิดหนึ่งทำให้ดูเพลินๆ และลุ้นไปกับเรื่องราวในโลกอาชญากรรมได้เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่จากซีซั่นที่แล้วคงเป็นจังหวะการเล่าเรื่องที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีจังหวะกระตุกจิตกระชากใจแบบหวือหวามาก มันเลยเป็นซีรีส์ดราม่าที่อาจจะเข้าถึงยากสักนิด แต่ถ้าติด ถ้าอินไปกับตัวเรื่องก็จะยิ่งมันส์ รับประกันได้เลย

Suburra Blood on Romeและโดยเฉพาะฉากไคล์แมกซ์ในซีซั่นนี้ที่พร้อมปูไปซีซั่นต่อไปพร้อมกับความปวดใจที่เรื่องราวทุกอย่างมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบในโลกแห่งอาชญากรรม นี่จึงเป็นซีรีส์ดราม่าโลกมืดจากเมืองแห่งมาเฟียที่น้อยคนนักจะรู้จัก และอยากจะแนะนำให้ดูจริงๆ สำหรับคนที่ชอบเรื่องราวแนวนี้

กลับมากับซีซั่นล่าสุดนี้ด้วยความมันส์ ความเข้มข้น และฉากแอคชั่นที่เพิ่มมากกว่าเดิม แต่จำนวนตอนยิ่งทำยิ่งสั้นลงเสียอย่างนั้นๆ ซึ่งข้อดีของมันก็คือการใส่เนื้อหาหนักๆ มีแต่เนื้อไม่มีน้ำกับตอนจบที่มีแต่ความสูญเสียกันทุกฝ่าย

เรื่องราวจะดำเนินต่อหลังจากซีซั่นที่สองทันทีเมื่อมันเฟรดีที่บาดเจ็บ ออกจากโรงพยาบาลเพื่อทวงบัลลังค์แกงค์ยิปซีคืนจากน้องชายอย่าง สปาดีโน่ ทำให้ธุรกิจในกรุงโรมต้องสั่นคลอน รวมไปถึงการเปลี่ยนมือของเจ้าถิ่นอย่างซามูไรเป็นหน้าใหม่ที่ต้องเจอกับศึกปัญหาหลายด้านทั้งในครอบครัว หรือคนใกล้ตัวเอง

ไม่อยากจะอธิบายเนื้อเรื่องของซีซั่นที่สามไปมากกว่านี้เพราะจะยิ่งเป็นการสปอยล์ อย่างที่บอกว่าจำนวนตอนมันน้อยกว่าภาคก่อนๆ เช่นภาคแรกมีทั้งหมด 10 ตอน ภาคสองมี 8 ตอน และภาคนี้เพียง 6 ตอน ข้อดีของมันคือเดินเรื่องกระชับ ฉับไว ตื่นเต้นกว่าที่เคยเพราะความเป็นความตายสามารถเข้ามาเยือนตัวละครหลักของเราได้ทุกวินาที ทำให้เราไม่รู้เลยว่าทิศทางของเนื้อเรื่องจะไปทางไหนต่อ ได้แต่เอาใจลุ้นไปเรื่อยๆ

เสน่ห์อย่างการพัฒนาตัวละครไปเรื่อยๆ ของแต่ละตัวก็ยังคงไว้ โดยเฉพาะที่เด่นมากในซีซั่นนี้คือฝ่ายการเมืองอย่างซิลนาเยียที่ถลำลึกเข้าไปในโลกมืดจนถอนตัวไม่ได้ มันทำให้นึกถึงตัวละครอย่างวอลเตอร์ ไวท์ ในซีรีส์ Breaking Bad ที่เปลี่ยนจากคนดีในซีซั่นแรก ทำเพื่ออุดมการณ์เพื่อให้กรุงโรมดีขึ้น กลายเป็น 1 ในตัวร้ายที่ร้ายขึ้นเรื่อยๆ จนกู่ไม่กลับ

การแทรกเพลงฮิปฮอปของอิตาลีเข้ามาประกอบซีรีส์ก็ยิ่งทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีเสน่ห์ เพราะแต่ละเพลงความหมายก็ดีและเข้ากับตัวเรื่อง (ตอนเพลงขึ้นมีซับให้อ่าน) และงานภาพก็ยังคงสวยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เรารู้สึกได้ว่ามันเป็นปัญหาตั้งแต่ภาคก่อนก็คือ การที่แต่ละตัวละครตายง่ายเกินไป โดยไม่มีผลกระทบอะไรมาก ยกเว้นตัวละครหลักที่บางตัวทำเอาคนดูเหวอไปตามๆ กันว่า เอาแบบนี้เลยเหรอ แต่สิ่งที่ขัดใจคือความตายง่าย แล้วไม่มีใครพิสูจน์ หรือตามตัวอะไรมากมายเหมือนกับซีรีส์ฝั่งอเมริกา เช่นมาเฟียตัวเอ้คนนี้ตายต้องตามสืบเป็นขบวนการแล้วลากไส้ซึ่งในเรื่องนี้ไม่มีเลย แต่มองในอีกมุมก็คงเป็นเพราะเหล่าผู้มีอิทธิพลนั้นถูกดึงตัวเป็นของพวกมาเฟียนี้หมด บวกกับเรื่องราวมันเกิดขึ้นในปี 2008 อะไรหลายๆ อย่าง หรือการติดต่อสื่อสารไม่ได้ดีเท่าสมัยนี้ ตัวละครทุกตัวใช้โทรศัพท์แบบปุ่มกดหรือฝาพับกันหมด ก็เลยพอจะมองข้ามผ่านจุดนี้ไปได้

ซูเบอร์ร่า ยิ่งทำยิ่งมันส์ ยิ่งสนุก กับการหักเหลี่ยมเฉือนคม และมีอะไรหลายๆ อย่างที่เราคาดเดาไม่ได้ ซึ่งทุกอย่างเป็นผลมาจากการกระทำของแต่ละตัวละครเป็นโยงใยเข้าด้วยกันไปเรื่อยๆ ยิ่งซับซ้อน ยิ่งพันและไขว้กัน และนี่เป็นเสน่ห์ที่หาเรื่องอื่นเปรียบเทียบได้ยาก มันทำให้เราอยากจะดูภาพยนต์ต้นฉบับจริงๆ ว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่ละตัวละครพัฒนาไปเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่ามันหาดูยากมากๆ แถมเรายังไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะได้ไปต่อ SS 4 หรือไม่ ถ้ามีอัพเดทข่าวคราวอย่างไร ทางเราจะอัพเดทให้ทราบนะครับ

ตั้งแต่ซีซั่นแรก จนถึงซีซั่นนี้ ตัวละครแต่ละตัวต่างเติบโตขึ้นในโลกแห่งอาชญากรรมที่เข้มข้น มีทั้งมิตรภาพ ความรัก การหักหลัง เฉือนคมทางการเมืองและธุรกิจที่ครบรสมาก

นี่คือซีรีส์ดราม่าอาชญากรรมแห่งโลกมาเฟียม้ามืดที่ขอบอกเลยว่าผู้ชม Netflix ถ้าไม่ลองเปิดใจดูก็จะไม่รู้ว่ามีซีรีส์ดีๆ เรื่องนี้อยู่ โดยเฉพาะเราจะไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตา กับซีรีส์ของฝั่งยุโรป ทั้งสเปน อิตาลี และอื่นๆ อีกมากมายหลายเรื่องรอให้คุณค้นพบมันอยู่ และทางเราอยากจะขอแนะนำเรื่องนี้ให้เข้าไปอยู่ในเพลย์ลิสของคุณ เพราะมันคุ้มค่าแก่การเสียเวลาดูมากจริงๆ